โลกทุกวันนี้แม่งคล้ายสมรภูมิที่ไม่มีวันประกาศสงบศึก เราลืมตาตื่นขึ้นมาท่ามกลางข่าวคราวของการเข่นฆ่า กลิ่นคาวเลือดของความขัดแย้ง และเศษซากของความเห็นแก่ตัวที่บีบคั้นให้มนุษย์ต้องเหยียบย่ำกันเพื่อเอาตัวรอด วัยผู้ใหญ่และสังคมทุนนิยมต้อนให้เราต้องขุดหลุมหลบภัย สวมวิญญาณทหารผ่านศึกที่แบกอาวุธแห่งความรับผิดชอบไว้เต็มบ่า เราสาดกระสุนใส่ความอ่อนแอ หุ้มเกราะแห่งความด้านชาทับถมลงไปชั้นแล้วชั้นเล่า เพียงเพื่อจะบอกตัวเองว่า ‘เราต้องรอด’ จนบางครั้ง… เราก็เผลอทำความเป็นมนุษย์หล่นหายไปในควันปืน
จนกระทั่งเราได้ลี้ภัยจากความบ้าคลั่ง ทิ้งตัวลงในความเงียบงันและจังหวะชีวิตที่เนิบช้าลง วินาทีที่ได้สบตากับคนที่รัก ได้ยินเสียงทำนอง End of Beginning คลอเคลียอยู่ในหัวใจ พร้อมกับใครสักคนที่ยอมวางปืน และปลดอาวุธเราด้วยการ… ‘เรียกขานเราด้วยนามอันแท้จริง’ ชื่อที่ไม่มีสเตตัสทางสังคม ไม่มีผลประโยชน์ ไม่มีบาดแผลของสงคราม มีเพียงความเปราะบางที่ได้รับการโอบกอด โลกที่เคยหมุนคว้างอย่างอำมหิตพลันหยุดนิ่ง และเราก็ได้พบเศษเสี้ยวของวิญญาณที่บริสุทธิ์ที่สุดอีกครั้ง
แด่วัยผู้ใหญ่และโลกที่บัดซบ ท้ายที่สุดแล้ว สิ่งที่หล่อเลี้ยงหัวใจไม่ใช่ชัยชนะในสมรภูมิใด แต่คือการกวาดสายตาไปรอบตัว แล้วพบว่า ‘พวกแก’ ยังคงยืนอยู่ตรงนี้
ขอบคุณ ขอบคุณที่พวกแกยังรอดชีวิตจากโลกที่แสนโหดร้ายนี้มาได้ ขอบคุณที่ประคองตัวเองรอดมาให้ฉันได้พบเจอ ได้สวมกอด ได้ยิ้มให้ และได้แชร์บทสนทนาโง่ ๆ ด้วยกันในแต่ละวัน
ขอให้เราทุกคนมีชีวิตที่ยืนยาว แข็งแรง และรอดพ้นจากเศษซากของยุคสมัย ไม่ใช่เพื่อดิ้นรนเอาชนะใคร แต่เพื่ออยู่สร้างความทรงจำที่งดงามร่วมกันต่อไป
เพราะต่อให้โลกข้างนอกจะอำมหิตและบีบคั้นให้เราต้องรอดตายสักเพียงใด แต่พวกแกทุกคนที่อยู่ตรงนี้ต่างหาก คือเหตุผลเดียวที่ทำให้ฉันยังอยากมีชีวิต
บันทึกไว้เพื่อเตือนจำ ในวันที่คิดถึงพวกแกทุกคน
UTURN 07/03/2569