เวลาใครถามว่า “จบจากไหน” หรือ “เรียนที่ไหนอยู่”
พอบอกกลับไปนิ่ง ๆ ว่า “ราชภัฏ” สิ่งที่ได้รับกลับมามักไม่ใช่บทสนทนาที่ไหลลื่น แต่มันคือความเงียบแอร์กเกอร์วอร์ดประมาณสองวินาที ตามด้วยรอยยิ้มแห้ง ๆ พยักหน้ารับแบบสุภาพ หรือสายตาเวทนาเงียบ ๆ ที่เหมือนมีคำถามตัวเท่าบ้านแปะอยู่บนหน้าผากคนถามว่า “ทำไมไม่ซิ่ววะ”
ในประเทศที่ยังบูชาป้ายชื่อสถาบันเป็นเครื่องหมายการค้า คำว่า “เด็กราชภัฏ” มันเหมือนตราบาปราคาถูกที่สังคมพร้อมจะประเมินค่าคุณต่ำกว่ามาตรฐานไว้ก่อนเสมอ
และถ้าคิดว่าแค่นั้นยังบรรลัยไม่พอ ลองบวกสถานะ “เด็กนิเทศ วารสารฯ รหัส 62” เข้าไปอีกชั้น
รหัส 62 คือรุ่นทดลองงานของพระเจ้า ก้าวขาเข้ามหา’ลัยได้ไม่ทันปรับตัว โลกข้างนอกก็ตะโกนกรอกหูว่า “วงการสิ่งพิมพ์ตายแล้ว วารสารศาสตร์ไส้แห้งแน่นอน” ยังไม่ทันได้ซึมซับความคลาสสิกของกลิ่นกระดาษ ปี 2020 เชื้อโควิด-19 ก็ระเบิดตู้ม ปิดสวิตช์ทุกอย่างในพริบตา
จากชีวิตเด็กนิเทศที่ควรจะได้แบกกล้องลงพื้นที่ เข้าสตูดิโอคุมสวิตเชอร์ แย่งกันตัดต่อในห้องแล็บ กลับถูกเตะโด่งให้ไปนอนเกาพุงฟังอาจารย์พูดคนเดียวผ่านหน้าจอคอมในห้องนอนแคบ ๆ ค่าเทอมจ่ายเต็ม ค่าหอทิ้งร้าง แต่ชั่วโมงบินในการทำงานจริงเหลือศูนย์
เราไม่มีคอนเนกชันรุ่นพี่ระดับผู้บริหารในตึกสูงกลางกรุงคอยส่งต่อโปรไฟล์ ไม่มีชื่อสถาบันตัวท็อปคอยการันตีว่าจบไปจะมีงานทำ แถมยังโดนโรคระบาดขโมยชีวิตมหา’ลัยไปดื้อ ๆ อีกสองปีเต็ม
แล้วไงต่อล่ะ
จะนั่งก่นด่าโชคชะตา กอดเข่าน้อยใจในวาสนาที่เกิดมาไม่มีพรมแดงปูทางให้ หรือจะยอมรับความจริงว่า ในเมื่อต้นทุนเรามันติดลบ ถ้าไม่อยากถูกระบบการศึกษากับโลกความจริงบดขยี้จนจมดิน เราก็ต้องเป็นฝ่ายลุกขึ้นมาฉีกตำรา แล้วเสือกเอาตัวรอดด้วยตีนตัวเอง
รหัส 62: รุ่นทดลองงานที่โดน “โควิด” ปล้นชีวิตมหา’ลัยไปต่อหน้า
ถ้าเปรียบชีวิตมหา’ลัยเป็นเกม เด็กนิเทศรหัส 62 คือกลุ่มคนที่เพิ่งกดเริ่มเกม จ่ายค่าแอร์ไทม์ไปเต็มราคา แต่ระบบดันล่มตั้งแต่ยังไม่พ้นฉากเปิดตัว
ปี 2019 เราก้าวขาเข้าคณะด้วยไฟที่พร้อมจะแผดเผาทุกอย่าง กำลังตื่นเต้นกับการได้ปลดแอกจากกรอบเดิม ๆ กำลังเริ่มปรับตัวกับวิถีชีวิตเด็กมหา’ลัย แต่ยังไม่ทันจะได้ใช้ชีวิตให้คุ้ม พอขึ้นปี 2020 เชื้อโควิดก็ระเบิดตู้ม ทุกอย่างถูกปิดสวิตช์ลงต่อหน้าต่อตาในชั่วข้ามคืน
สำหรับเด็กสาย “นิเทศ วารสารฯ” มันคือหายนะระดับทำลายล้าง
หัวใจหลักของคณะนี้ไม่ใช่การนั่งจำทฤษฎีสื่อสารมวลชนมาสอบ แต่มันคือการแบกขากล้องตากแดดจนหน้าไหม้ การเดินลงพื้นที่ไปคุยกับคนจริง ๆ การเข้าไปแย่งกันสับคัตติ้งหน้าบอร์ดสวิตเชอร์ในสตูดิโอ และการนั่งอดนอนหน้าจอตัดต่อในห้องแล็บเพื่อส่งงานให้ทันเดดไลน์
แต่ความจริงที่เกิดขึ้นคือ ทุกอย่างถูกย่อส่วนลงมาขังไว้ในจอคอมพิวเตอร์
สตูดิโอพันล้านกลายเป็นหน้าต่างเล็ก ๆ บน Zoom หรือ Google Meet บรรยากาศการถกเถียงแลกเปลี่ยนไอเดีย กลายเป็นการนอนเกาพุงฟังอาจารย์พูดคนเดียวในห้องนอนแคบ ๆ ปิดไมค์ ปิดกล้อง ส่งงานผ่านไดรฟ์ แล้วก็ปล่อยให้เวลาในแต่ละวันไหลผ่านไปอย่างไร้ร่องรอย
สิ่งที่เจ็บแสบที่สุดไม่ใช่แค่การเรียนไม่รู้เรื่อง แต่คือความรู้สึกเสียดาย
เราจ่ายค่าเทอมเต็มจำนวน จ่ายค่าหอพักที่ต้องปล่อยร้างเพราะต้องกลับไปกักตัวที่บ้าน และที่แพงจนประเมินค่าไม่ได้คือ “ค่าประสบการณ์ชีวิต” สองปีกว่าที่หายวับไปกับไวรัส ช่วงเวลาที่ควรจะได้ลองผิดลองถูก ได้สร้างคอนเนกชัน ได้สร้างพอร์ต ได้ล้มเหลวแล้วลุกขึ้นใหม่ กลับถูกแช่แข็งไว้เฉย ๆ
ในคืนที่นอนมองเพดานห้องช่วงล็อกดาวน์ มันไม่มีความโรแมนติก มีแต่ความเคว้งคว้างที่โคตรจะน่ากลัว พร้อมกับคำถามเดิม ๆ ที่วนเวียนหลอนประสาทอยู่ในหัวทุกวัน:
“ถ้ากูต้องเรียนจบออกไปในสภาพง่อยเปลี้ยเสียขาแบบนี้… กูจะเอาห่าอะไรไปสู้กับใครในโลกความจริงได้วะ”
เรียน “วารสารศาสตร์” ในยุคที่กระดาษตาย และตำราเรียนวิ่งตามโลกไม่ทัน
ความซวยของการเป็นเด็กราชภัฏยังไม่สาแก่ใจ เพราะชะตากรรมดันแถมแพ็กเกจวิกฤตสองเด้งมาให้อีกชั้นเราดันเรียน “วารสารศาสตร์” ในยุคที่กระดาษกำลังหมดลมหายใจ
ภาพฝันสุดคลาสสิกของเด็กสายสื่อสารมวลชน การได้ดมกลิ่นหมึกพิมพ์ การจัดหน้าหนังสือพิมพ์ฝึกปฏิบัติ การรวมเล่มนิตยสารทำมือส่งอาจารย์ ทั้งหมดนั้นพังทลายลงต่อหน้าต่อตาในเวลาไม่กี่ปี แผงหนังสือทยอยปิดตัว สำนักพิมพ์ระดับตำนานพากันล้มละลาย นิตยสารหัวนอกที่เคยยิ่งใหญ่เหลือแค่ชื่อ แต่ในห้องเรียน เรายังต้องนั่งท่องทฤษฎีสื่อมวลชนยุคสงครามเย็น เรียนโมเดลการสื่อสารแบบโบราณที่แทบไม่มีที่ยืนในโลกยุคนี้
ขณะที่อาจารย์กำลังสอนวิธีเขียนพาดหัวข่าวแบบพีระมิดหัวกลับลงบนกระดาษ โลกข้างนอกเขาวิ่งไปถึงไหนต่อไหนแล้ว
โลกจริงแม่งคุยกันด้วยภาษาอัลกอริทึม การแย่งชิงสายตาคนดูภายใน 3 วินาทีแรกบน TikTok การทำคอนเทนต์ดัก Search Intent บน Google ด้วย SEO และการวัดตัวเลข Engagement กับ Conversion ทางการตลาด สื่อยุคใหม่ไม่ได้ทำงานแบบส่งต้นฉบับเข้าแท่นพิมพ์ตอนเที่ยงคืน แต่มันคือสงครามแย่งชิงความสนใจที่ปรับเปลี่ยนอัลกอริทึมกันแทบจะรายสัปดาห์
ตำราเล่มหนาเตอะในห้องเรียนตามหลังโลกความจริงไปเป็นสิบปี
วินาทีนั้นมันเหมือนโดนตบหน้าจนตาสว่าง ว่าถ้าเรายังทำตัวเป็นนักศึกษาตัวอย่าง นั่งหน้าห้อง ท่องจำทฤษฎีเพื่อสอบเอาเกรด A เรากำลังเดินไปสู่จุดจบแบบไม่ต้องสืบ เพราะในโลกการทำงานจริง ใบเกรดที่โชว์ตัว A ในวิชาเขียนข่าวแบบโบราณ มันไม่มีค่าอะไรเลยถ้ามึงเปิดหน้า CMS ไม่เป็น ยิงแอดไม่เข้าใจ และไม่รู้ว่าคนบนโลกออนไลน์กำลังเสพคอนเทนต์แบบไหน
เกรด A ในตำราที่ตายแล้ว มันแดกไม่ได้ และถ้ายังมัวแต่นอนรอให้หลักสูตรมหา’ลัยมาช่วยชุบชีวิต จบออกไปวันไหน ก็เตรียมตัวตกงานวันนั้นได้เลย
ไม่มีพรมแดง ก็ปูหญ้าเทียมเดินเอง คัมภีร์เอาตัวรอดของคนไม่มีแต้มต่อ
พอตั้งสติได้ว่าระบบการศึกษามันไม่ช่วย และไม่มีใครส่งราชรถมารับ สิ่งแรกที่ต้องทำไม่ใช่การนั่งด่าโชคชะตา แต่คือการตบหน้าตัวเองให้ตื่นแล้วยอมรับความจริง
ในเมื่อชีวิตไม่ได้เกิดมาบนกองทอง ไม่มีพรมแดงปูทางให้ก้าวเดิน และไม่มีใครโยนแต้มต่อมาให้ในกระเป๋า ถ้าไม่อยากยืนมองคนอื่นเหยียบหัวข้ามไป เราก็มีทางเลือกเดียว
ต้องปูหญ้าเทียมแล้วลุยสร้างทางเดินขึ้นมาด้วยตีนตัวเอง
และนี่คือวิธีคิดแบบเอาชีวิตรอดของคนที่สตาร์ตจากศูนย์
ทิ้งอีโก้ แล้วเลิกเสแสร้งว่าตัวเองน่าสงสาร
สิ่งแรกที่ต้องโยนทิ้งลงถังขยะให้ไวที่สุดคือ “ความน้อยเนื้อต่ำใจ” เลิกบ่นว่าระบบห่วย เลิกตัดพ้อว่าอาจารย์ไม่ทันโลก และเลิกถามหาความยุติธรรม เพราะโลกของการทำงานจริงมันโหดร้ายและเลือดเย็นกว่านั้นเยอะ มันไม่เคยแจกคะแนนความน่าสงสารให้ใคร ลูกค้าและนายจ้างไม่สนหรอกว่ามึงจะเจอโควิดมาไหม หรือมหา’ลัยจะสอนมึงมารึเปล่า เขาสนแค่เรื่องเดียวคือ “มึงทำงานให้เขาได้ไหม” ยอมรับจุดยืนของตัวเองว่าเราเป็นมวยรอง แล้วเอาพลังงานที่ใช้ก่นด่าโชคชะตา เปลี่ยนมาเป็นแรงถีบตัวเองขึ้นจากหลุม
ห้องเรียนที่แท้จริงอยู่นอกรั้วมหา’ลัย
ในเมื่อหลักสูตรในห้องเรียนวิ่งตามโลกไม่ทัน เราก็แค่ต้องออกไปหาวิชาเอาดาบหน้า ทุกวันนี้ความรู้ไม่ได้ถูกผูกขาดอยู่บนกระดานดำอีกต่อไป ยูทูบ คอร์สออนไลน์ ฟีดทวิตเตอร์ หรือแม้แต่การเปิดเพจทดลองเขียนเอง ทุกอย่างคือตำราเรียนชั้นยอด อยากรู้เรื่องจิตวิทยาคนอ่าน? ไปนั่งสังเกตพฤติกรรมคนในโซเชียล อยากเขียนคอนเทนต์เป็น? ก็หัดเขียนทุกวันจนกว่านิ้วจะด้าน อยากเข้าใจมาร์เก็ตติ้ง อยากทำ SEO ให้ติดหน้าแรก Google? ก็ลงมืองัดแงะเครื่องมือดิจิทัลด้วยตัวเอง ผิดก็แก้ ล้มก็ลุก ทักษะพวกนี้ไม่มีสอนในคาบเรียนรวม แต่มันคือของจริงที่ตลาดพร้อมจะแย่งตัวและจ่ายเงินซื้อ
Portfolio คือพระเจ้าตัวจริงที่จะลบตราบาป
ในวงการคอนเทนต์และสื่อสารมวลชนยุคนี้ ไม่มีใครขอดูเกรดเฉลี่ยหรือใบปริญญาก่อนดูงานที่มึงเคยทำ ประโยคแรกที่เขาจะถามเสมอคือ “ไหน ขอดูงานหน่อย” พอร์ตโฟลิโอคืองานคราฟต์ชิ้นเดียวที่จะลบตราประทับคำว่า “เด็กราชภัฏ” บนหน้าผากออกไปได้จนหมดสิ้น ถ้ามึงมีผลงานจริงที่พิสูจน์ได้ว่าคอนเทนต์มึงคนแชร์เป็นหมื่น งานเขียนมึงสร้างอิมแพกต์ได้ และการตลาดที่มึงวางแผนมันทำเงินได้จริง ชื่อเสียงของสถาบันที่แปะอยู่ท้ายเรซูเมจะกลายเป็นแค่เรื่องไร้สาระที่ไม่มีใครคิดจะเสียเวลาอ่าน
ความอึดแบบสุนัขจรจัด
ข้อได้เปรียบเดียวของคนที่ไม่มีอะไรจะเสีย คือ “ความหิวกระหาย” สุนัขพันธุ์ดีที่มีคนคอยประคบประหงมอาจจะวิ่งสวยและสง่างาม แต่สุนัขจรจัดที่ต้องคุ้ยขยะกินมาตั้งแต่เด็ก มันเคี้ยวเศษกระดูกได้ ฟันมันคมกว่า และมันพร้อมจะสู้ถวายชีวิตเพื่อเศษเนื้อชิ้นเดียว ความอึด ความถึก และความพร้อมที่จะเอาหัวชนฝากับทุกปัญหาโดยไม่มีอีโก้มาขวางกั้น นี่คืออาวุธที่ร้ายกาจที่สุดของคนที่เริ่มต้นจากศูนย์ และเป็นสิ่งเดียวที่จะทำให้เรายืนหยัดอยู่ในโลกการทำงานจริงได้นานกว่าคนอื่น
ปลายทางไม่ได้อยู่ที่การลบปม แต่อยู่ที่การวัดกันด้วย “ของจริง”
สุดท้ายแล้ว ปลายทางของการดิ้นรนทั้งหมดนี้ มันไม่ใช่การพยายามทำตัวเด่นเพื่อลบปมในใจ หรือดิ้นรนพิสูจน์ตัวเองเพื่อให้คนที่เคยเบะปากใส่ต้องหงายหลัง
เพราะถ้ามึงยังใช้ชีวิตด้วยความแค้น มึงก็ยังติดอยู่ในกับดักทางความคิดที่เอาคุณค่าตัวเองไปผูกไว้กับสายตาคนอื่นอยู่ดี
ความจริงที่ต้องตระหนักให้ขึ้นใจคือ สถาบันการศึกษาอาจกำหนดจุดสตาร์ตตอนอายุ 18 แต่มันไม่มีสิทธิ์แม้แต่มิลลิเมตรเดียวที่จะมากำหนดจุดสิ้นสุดในชีวิตของใคร ป้ายชื่อมหา’ลัย ตราสัญลักษณ์ หรือสีประจำคณะ มันมีอายุการใช้งานสั้นมาก พอพ้นปีแรกของการทำงานไป ทุกอย่างก็หมดอายุความ โลกข้างนอกไม่มีใครมานั่งสวดมนต์บูชาชื่อสถาบัน ทุกคนต้องลงไปคลุกฝุ่นในสนามจริงเหมือนกันหมด
มองในมุมกลับ คำว่า “เด็กราชภัฏ” มันไม่ได้สอนให้เราหยิ่งผยองหรือหลงระเริง แต่มันบีบให้เราต้องติดดินโดยสันดาน
มันหล่อหลอมให้เรากลายเป็นพวกมือเปื้อนดิน พร้อมลุยงานหนัก ทนแรงกระแทกได้มากกว่า และไม่กลัวความล้มเหลว เพราะเรารู้ตัวตั้งแต่วันแรกแล้วว่าเราไม่มีเบาะนุ่ม ๆ คอยรองรับ ไม่มีคอนเนกชันเทวดามาคอยป้อนงาน ถ้าอยากได้อะไร เราต้องใช้สมองกับสองมือควักมันออกมาเอง
ถ้าจะคุยกันแบบเปิดอกในวงน้ำชา เลิกเสียเวลาไปแคร์ได้แล้วว่าใครจะมองตราสถาบันบนอกเสื้อมึงยังไง
เพราะวินาทีที่มึงก้าวขาข้ามรั้วมหา’ลัยเข้าสู่โลกความจริง ปริญญาบัตรที่ถืออยู่ก็เป็นแค่เศษกระดาษใบหนึ่ง โลกทุนนิยมไม่เคยสนใจว่าอาจารย์มึงคือใคร หรือมึงเคยท่องทฤษฎีเล่มไหนมาสอบ คำถามเดียวที่โลกแห่งความเป็นจริงจะถามมึงต่อหน้า และเป็นคำถามที่พร้อมจะตบหน้าทุกคนอย่างเท่าเทียม คือ
“แล้วตอนนี้ มึงทำอะไรเป็นบ้าง”
ถ้ามึงตอบคำถามนั้นได้ด้วยผลงานที่จับต้องได้ ด้วยระบบที่มึงสร้าง ด้วยยอดขายที่มึงหามา หรือด้วยคุณค่าที่มึงส่งมอบให้คนอื่นอย่างปฏิเสธไม่ได้ มึงก็ไม่ต้องก้มหัวให้ใครอีกต่อไป
เพราะในสังเวียนนี้ เขาไม่ได้วัดกันที่ชื่อมหา’ลัย เขาวัดกันที่ว่าใครคือ “ของจริง”
ถ้าเลือกได้อีกครั้ง อย่ามัวแต่เรียน มึงจงออกไป “ทำ”
ถ้าหมุนเข็มนาฬิกาย้อนกลับไปได้ แล้วมีใครสักคนเดินมาถามว่า “ถ้าเลือกใหม่อีกรอบได้ มึงจะเรียนคณะไหน สถาบันอะไร”
คำตอบที่โคตรจะจริงใจและขวานผ่าซากที่สุดในวันนี้คือ: กูจะไม่เรียนห่าอะไรทั้งนั้น
ไม่ได้พูดเพื่อทำตัวเท่เลียนแบบพวกสตาร์ตอัปดรอปเรียน และไม่ได้แอนตี้การศึกษาแบบไร้เดียงสา แต่โลกของการทำงานจริงมันตบหน้าสั่งสอนเราอย่างเจ็บแสบว่า ความรู้ในห้องเรียนมันวิ่งตามหลังโลกความเป็นจริงอยู่เป็นสิบปี มึงยอมเป็นหนี้ กัดฟันจ่ายค่าเทอมเป็นแสน เพื่อไปนั่งฟังทฤษฎีที่ตายไปแล้ว นั่งฟังคนที่ไม่เคยเปิดเพจสอนเรื่องสื่อสารมวลชน หรือนั่งฟังคนที่ไม่เคยยิงแอดสักบาทสอนเรื่องกลยุทธ์การตลาด
สี่ปีในมหา’ลัยแลกกับกระดาษเปื้อนหมึกหนึ่งใบที่บอกแค่ว่ามึงเข้าเรียนครบ มันเทียบไม่ได้เลยกับ “หกเดือน” ที่มึงกระโจนลงไปคลุกฝุ่นในสนามจริง
ทักษะที่จะช่วยชีวิตมึงในโลกทุนนิยม ไม่เคยมีสอนในคาบเลกเชอร์รวม แต่มันเกิดจากการเอาชีวิตไปเสี่ยงกับของจริง อยากเขียนคอนเทนต์เป็น? เปิดเพจแล้วเขียนแม่งทุกวันตั้งแต่วันนี้ เขียนจนกว่านิ้วจะล็อกจนกว่าจะมีคนอ่าน อยากทำการตลาด? ควักเงินตัวเองยิงแอดดูว่าทำไมไม่มีใครคลิก อยากทำธุรกิจ? ออกไปขายของจริง โดนลูกค้าด่าจริง เจ๊งจริง เจ็บจริง แล้วลุกขึ้นมาหาทางเอาตัวรอดใหม่
ความล้มเหลวในโลกจริงเจ็บกว่าติด F ในห้องเรียนหลายเท่า แต่มันคือครูคนเดียวที่สอนให้มึงแกร่งขึ้นแบบก้าวกระโดด
ใบปริญญามันเป็นแค่บัตรผ่านประตูราคาแพงที่หมดมนต์ขลังลงทุกวัน แต่สิ่งที่ทำให้นายจ้างยอมจ่ายเงินเดือน หรือลูกค้าควักกระเป๋าแย่งตัวมึง คือ “ชั่วโมงบินและผลงานจริงที่มึงคราฟต์ขึ้นมาด้วยมือตัวเอง”
โลกใบนี้ไม่เคยปูพรมแดงไว้รอใคร และไม่มีสถาบันไหนจะเสกอนาคตให้มึงได้ ถ้ามึงยังเอาแต่นั่งรอให้คนอื่นมาป้อนความรู้
ถ้าเลือกได้… เลิกเสียเวลารอให้ระบบการศึกษามาชุบชีวิต
โยนตำราทิ้ง ปิดหน้าจอเลกเชอร์ แล้วใช้สองมือสองตีนก้าวออกไป “ลงมือทำ” แม่งเลยตั้งแต่ตอนนี้.