“ไม่มีความรักใดยิ่งใหญ่กว่านี้ คือการที่คนคนหนึ่งสละชีวิตเพื่อมิตรสหาย”
แม่ง ทันทีที่ End Credit ของSociety of the Snow (2023) จบลง ไอเหี้ยกูแทบไม่ได้รู้สึกถึงชัยชนะของการเอาชีวิตรอดเลยแม้แต่น้อย แต่กลับรู้สึกถึงความหนักอึ้งของก้อนสะอื้นในลำคอ กูว่านี่ไม่ใช่หนังแอคชั่นระทึกขวัญเหมือนเวอร์ชั่น Alive (1993) ที่กูเคยดูก่อนหน้านี้ แต่มันคือจดหมายรักแด่ผู้ที่จากไป และเป็นพันธสัญญาของผู้ที่ยังอยู่
หนังแม่ง Based on true จากเรื่องราวของเครื่องบินตกบนเทือกเขาแอนดีสเมื่อปี 1972 ถูกเล่า ถูกขานมานับครั้งไม่ถ้วน แต่กูคารวะ 3 จอกแด่ J.A. Bayona ผู้กำกับชาวสเปนิชมาก ๆ ที่เลือกที่จะเล่ามันในมุมที่ต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง จารย์แม่งไม่ได้พาเราไปดูว่ามนุษย์โหดร้ายชั่วช้าแค่ไหนเวลาหิวโหย แต่เขาพาเราไปดูว่ามนุษย์รักกันได้มากแค่ไหน ในวันที่ความตายยืนอยู่ตรงหน้า เนื้อแม่งบาดสัด
ศีลมหาสนิทแห่งขุนเขา
Lorem Ipsum has been the industry’s standard dummy text ever since the 1500s.
ประเด็นที่อ่อนไหวที่กูดูแล้วจะอ้วก หรือกูจะกลายเป็นคนหน้ามืดได้ที่สุดของเรื่องนี้คือ “การกินเนื้อมนุษย์” หรือภาษาอังกิด จะเรียกว่า Cannibalism (ใส่ไว้เท่ๆ)
เพราะในขณะที่โลกภายนอกมองแม่งเป็นเรื่องสยดสยอง ไอเหี้ยแดกเพื่อน แดกพี่น้อง แดกไปถึงสะเก็ดแผล แต่เราไม่รู้ไม่รู้ไงว่าบนยอดเขาสูง 3,500 เมตร ที่ไร้ซึ่งสิ่งมีชีวิตใด ๆ ยุงกูก็ไม่รู้ว่าจะหรือไม่นั้น หนังเรื่องนี้กลับเปลี่ยนการกระทำนั้นให้กลายเป็น “พิธีกรรมทางจิตวิญญาณ” (คำนี้โดนกูมาก ไอพิธีกรรม ๆ เนี่ย)
กลับเข้ามาในหนัง พวกมึงน่าจะจำฉากที่กลุ่มผู้รอดชีวิตตัดสินใจเฉือนเนื้อจากร่างไร้วิญญาณของเพื่อนแม่งได้ ซึ่งฉากพวกเนี่ยไม่ได้ถูกถ่ายทอดด้วยความขยะแขยง แต่เต็มไปด้วยความเคารพและความเจ็บปวดทางจิตวิญญานมาก ๆ มันคือการ “มอบร่างกายให้เป็นของขวัญ” เพื่อนแม่งที่ตายไปไม่ได้ถูกพรากศักดิ์ศรีห่าเหวอะไร แต่พวกเขากลายเป็นเลือดเนื้อ เป็นพลังงาน และเป็นลมหายใจให้กับเพื่อนที่เหลือได้ก้าวเดินต่อ แม่งคม
จะให้กูเปรียบง่าย ๆ แม่งกูว่าคล้าย ๆ กับ “ศีลมหาสนิท” ในศาสนาคริสต์ (กูอิสลาม แต่กูศึกษาหมดแหละ) ที่พระเยซูมอบเลือดและเนื้อให้สาวก เพราะบนภูเขาที่เต็มไปด้วยหิมะนั้น ร่างกายของเพื่อนคือเชื้อเพลิงเดียวที่จะพาความหวังกลับบ้าน Hope ไงมึง ความหวังอะ มีซะบ้าง
นูมา ทูร์คัตติ ฮีโร่ผู้ไม่ได้กลับบ้าน
กูให้เลย โคตรจะเริ่ดกับความกล้าหาญที่สุดของผู้กำกับ คือการเลือกเล่าเรื่องผ่านสายตาของนูมา ทูร์คัตติ (Numa Turcatti) > กูต้องใส่อังกิดเอาไว้ เพราะกูเกิ้ลจะดันบทความกูเฉย ๆ
นูมาคือคนเล่าเรื่องในหนัง เป็นชายหนุ่มผู้ไม่ได้มีชื่ออยู่ในรายชื่อผู้รอดชีวิต 16 คนสุดท้าย (กูน้ำตาปริ่มไปละรอบหนึ่ง)
ซึ่งที่กูชอบมากคือ ทำไมต้องเล่าผ่านคนตาย? คำตอบคือ เพราะเรื่องราวนี้ไม่ได้เป็นของคนที่รอดเท่านั้นเว้ย แต่เป็นของคนที่ “ตายเพื่อให้เพื่อนรอด”
จารย์นูมาแม่งคือตัวแทนของศีลธรรมและความบริสุทธิ์ เพราะจารย์คือคนสุดท้ายที่ยอมกินเนื้อเพื่อน และเป็นคนที่คอยปลุกปลอบขวัญทุกคนในวันที่มืดมนที่สุด อยากตายมากที่สุด ก็มีจารนูมานี่แหละที่คอยเป็น Hope ให้ ฉนั้นการตายของเขาในช่วงท้ายเรื่องจึงไม่ใช่ความพ่ายแพ้ แต่มันคือจุดเปลี่ยนที่ทำให้ นันโด ปาร์ราโด (Nando Parrado) ตัดสินใจทิ้งความกลัว แล้วเดินข้ามเทือกเขาแห่งความตายไปขอความช่วยเหลือ Emergency อะ
และที่กูประทับไว้ในใจก็คือประโยคที่นูมากำไว้ในมือก่อนตาย คือหัวใจของหนังเรื่องนี้: “There is no greater love than to give one’s life for friends.” กูอิ่มเอมกับประโยคนี้มาก
ความจริงที่เจ็บปวดแต่งดงาม
กูบอกเลย กูแว๊บไปดูเบื้องหลังมา แม่งคือความสมจริงจนน่าขนลุก คือความทุ่มเทแบบถวายชีวิต ตายเป็นตายอะ ทีมงานถ่ายทำแบบ Chronological ก็คือเรียงตามเวลาจริง (กูเรียนนิเทศ กูจำศัพท์พวกนี้ได้อยู่) แม่งถ่ายกันตลอด 140 วัน เพื่อให้นักแสดงผอมจริง โทรมจริง และดำดิ่งสู่ความสิ้นหวังจริง ๆ
ไอเหี้ยถ้ามึงดู รายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ อย่าง “ฉี่สีดำ” ถูกใส่เข้ามาเพื่อบ่งบอกภาวะกล้ามเนื้อสลายเว้ย ซึ่งเป็นสัญญาณเตือนว่าร่างกายกำลังกัดกินตัวเอง และถ้าพวกเขาไม่กินเนื้อเพื่อน พวกเขาก็ตุยนะ
ซีนที่ทรงพลังที่สุดสำหรับกู คือการปรากฏตัวของ “ผู้รอดชีวิตตัวจริง” ในบท Cameo เว้ย ไอสัสน้ำตาจะไหล โดยเฉพาะ Carlitos Páez (ตัวจริง) ที่มารับบทเป็นพ่อของตัวเอง ในฉากที่ต้องอ่านรายชื่อผู้รอดชีวิตออกอากาศทางวิทยุ กูอยากให้มึงลองจินตนาการดูว่า ชายชราคนหนึ่งต้องมาแสดงเป็นพ่อ เพื่ออ่านชื่อตัวเองว่ารอดชีวิต แม่ง หึ้มมมมมมม มันคือช่วงเวลาที่กาลเวลาและความทรงจำซ้อนทับกันอย่างงดงาม กูว่าน่าจะประมาณนั้น
กูสรุปให้เลยนะ Society of the Snow สอนกูว่า ในวันที่ชีวิตโยนเราลงไปในนรก (ไม่ว่าจะเรื่องงาน เรื่องเงิน หรือความสัมพันธ์เหี้ย ๆ ) สิ่งเดียวที่จะพาเรารอดไปได้ ไม่ใช่ความเห็นแก่ตัว แต่คือ “ความรัก” และ “การให้” กูพูดเหมือนดีมั้ย ?
กูเช่อว่าทุกคนต่างมี “เทือกเขาแอนดีส” เป็นของตัวเองนะ กูก็มี มึงก็มี ไอเหี้ยคนที่เราเกลียดขี้หน้าแม่ง กูว่าแม่งก็มี เราอาจจะต้องเจอกับความหนาวเหน็บ ความหิวโหย และความสิ้นหวัง แต่ตราบใดที่เรายังมีเพื่อน มีศรัทธา และกล้าที่จะก้าวเดินต่อ ปาฏิหาริย์ก็เกิดขึ้นได้เสมอเพื่อนรัก ถ้ามึงอ่านอยู่ เชื่อไว้
กูขอจบเท่ ๆ นะ ล่างสุดเนี่ย
“พวกเขาตายเพื่อให้เราได้อยู่ ตอนนี้ เราต้องมีชีวิตอยู่ เพื่อทำให้ความตายของพวกเขามีความหมาย”
ถ้าชอบ มึงเหยดดดดดด ให้กูหน่อย